Large Rainbow Pointer Large Rainbow Pointer

วันจันทร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 11




บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 11


วันศุกร์ ที่  28 เดือนเมษายน เวลา 13.30-16.30 น.

► ความรู้ที่ได้รับ

การส่งเสริมพัฒนาการและการปรับพฤติกรรมเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ (ต่อ)
      
3. ทักษะการช่วยเหลือตนเอง
คือเรียนรู้การดำรงชีวิตโดยอิสระให้มากที่สุด การกินอยู่ การเข้าห้องน้ำ การแต่งตัว กิจวัตรต่างๆในชีวิตประจำวัน
การสร้างความอิสระ
    - เด็กอยากช่วยเหลือตนเอง
    - อยากทำงานตามความสามารถ
    - เด็กเลียนแบบการช่วยเหลือตนเองจากเพื่อนหรือเด็กที่โตกว่า และผู้ใหญ่
ความสำเร็จเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่
    - การทำด้วยตนเอง
    - เชื่อมั่นในตนเอง
    - เรียนรู้ความรู้สึกที่ดี
หัดให้เด็กทำเอง
    - ไม่ช่วยเหลือเกินความจำเป็น
    - คำต้องห้าม หนูทำช้า หนูยังทำไม่ได้
จะช่วยเมื่อไหร่
    - ช่วงที่เด็กอารมณ์ดี

ทักษะการช่วยเหลือตนเอง (อายุ 2-3 ปี)

ทักษะการช่วยเหลือตนเอง (อายุ 3- 4 ปี)

ทักษะการช่วยเหลือตนเอง (อายุ 4 - 5 ปี)

ทักษะการช่วยเหลือตนเอง (อายุ 5- 6 ปี)
ลำดับขั้นในการช่วยเหลือตนเอง แบ่งทักษะการช่วยเหลือตนเองออกเป็นขั้นย่อยๆ เรียงลำดับตามขั้น
ตัวอย่าง
การเข้าส้วม 
    - เข้าไปในห้องส้วม
    - ดึงกางเกงลงมา
    - ก้าวขึ้นไปนั่งบนส้วม
    - ปัสสาวะหรืออุจจาระ
    - ใช้กระดาษชำระเช็ดก้น
    - ทิ้งกระดาษชำระในถังขยะ
    - กดชักโครกหรือตักน้ำราด
    - ดึงกางเกงขึ้น
    - ล้างมือ 
   - เช็ดมือ
   - เดินออกจากห้อง 

4. ทักษะพื้นฐานทางการเรียน 
เป้าหมาย
    - การช่วยให้เด็กแต่ละคนเรียนรู้ได้
    - มีความรู้สึกดีต่อตนเอง
    - พัฒนาความกระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น
ช่วงความสนใจ
    - จดจ่อต่อกิจกรรมในช่วงเวลาหนึ่งได้นานพอสมควร
การทำตามคำสั่ง
    - เด็กได้ยินสิ่งที่ครูพูดชัดหรือไม่
    - เด็กเข้าใจคำศัพท์
การรับรู้ การเคลื่อนไหว 
     - ได้ยิน เห็นสัมผัส ลิ้มรส กลิ่น
    -  มีการตอบสนองอย่างเหมาะสม
ความจำ
    - จำตัวละคนในนิทานได้
    - จำชื่อครู เพื่อน
    - เล่นเกมทายของที่หายไป
การวางแผนการเตรียมพื้นฐานทางวิชาการ

     - จัดกลุ่มเด็ก
     - เริ่มต้นเรียนรู้โดยใช้ช่วงเวลาสั้นๆ
     - ให้งานเด็กแต่ละคนอย่างชัดเจนว่าต้องทำที่ไหน
     - ติดชื่อเด็กตามที่นั่ง 
     - ใช้อุปกรณ์ที่เด็กคุ้นเคย
     - ใช้อุปกรณ์ที่เด็กคุ้นเคย
     - บันทึกว่าเด็กชอบอะไรที่สุด
     - รู้ว่าเมื่อไหร่จะเปลี่ยนงาน
     - มีอุปกรณ์ไว้สับเปลี่ยนใกล้มือ
     - เตรียมทุกอย่างให้พร้อมก่อนเด็กมาถึง
     - พูดในทางที่ดี
     - จัดกิจกรรมให้เด็กได้เคลื่อนไหว

     - ทำบทเรียนให้สนุก







 การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

          ทำให้ได้รับความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาการและปรับพฤติกรรมเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษเพื่อนำความรู้ที่ได้ไปส่งเสริมพัฒนาการและปรับพฤติกรรมเด็กต่อไป










 การประเมินผล

● ประเมินตนเอง
          ตั้งใจเรียนดี มีสมาธิในการฟังเนื้อหาที่เรียน มีส่วนร่วมในการเรียน

● ประเมินเพื่อน
          เพื่อนๆ ตั้งใจเรียนเป็นอย่างดี มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

● ประเมินอาจารย์
          อาจารย์สอนดี อธิบายเนื้อได้เข้าใจ ปิดคอสวิชาอย่างมีความรู้ครบถ้วน







บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 10




บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 10


วันศุกร์ ที่  21 เดือนเมษายน เวลา 13.30-16.30 น.

► ความรู้ที่ได้รับ

การส่งเสริมพัฒนาการและการปรับพฤติกรรมเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ
          ส่งเสริมเพื่อให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้ในชีวิตประจำวัน ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สุด

1. การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการศึกษา
    - เพิ่มทักษะพื้นฐานทางสังคม การสื่อสาร และทักษะทางความคิด
    - เน้นการเตรียมความพร้อมเพื่อให้เด็กสามารถใช้ชีวิตประจำวันจริงๆแทนการฝึกทักษะทางวิชาการ
    - แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล Individualized Education Program ; IEP
    - โรงเรียนการศึกษาพืเศษเฉพาะทางโรงเรียนเรียนร่วมห้องเรียนคู่ขนาน

2. การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม
    - การฝึกฝนทักษะในการใช้ชีวิตประจำวัน Activity of Daily Living Training
    - การฝึกทักษะทางสังคม Social skill training
    - การสอนเรื่องราวทางสังคม social story

3. การบำบัดทางเลือก
    - การสื่อความหมายทดแทน AAC
    - ศิลปกรรมบำบัด Art Therapy
    - ดนตรีบำบัด Music Therapy
    - การฝังเข็ม Acupuncture
    - กาบบำบัดด้วยสัตว์ Animal Therapy



การสื่อความหมายทดแทน (Augmentative and Alternative Communication ; AAC) - การรับรู้ผ่านการมอง (Visual Strategies)
- โปรแกรมแลกเปลี่ยนภาพเพื่อการสื่อสาร (Picture Exchange Communication System;PECS)
เครื่องโอภา (Communication Devices)
โปรแกรมปราศรัย

Picture Exchange Communication System (PECS)
เป็นตัวช่วยในการสื่อสารของเด็กออทิสติก ใช้แค่ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ควรให้เด็กใช้ไปตลอดจนโต











► การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

          ทำให้ได้รับความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาการและปรับพฤติกรรมเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษเพื่อนำความรู้ที่ได้ไปส่งเสริมพัฒนาการและปรับพฤติกรรมเด็กต่อไป








 การประเมินผล

● ประเมินตนเอง
          ตั้งใจเรียนดี มีสมาธิในการฟังเนื้อหาที่เรียน

● ประเมินเพื่อน
          เพื่อนๆ ตั้งใจเรียนเป็นอย่างดี มีการถามตอบ

● ประเมินอาจารย์
          อาจารย์สอนเข้าใจ เป็นกันเอง บรรยากาศในห้องเรียนดี







วันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 9



บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 9


วันศุกร์ ที่  24 เดือนมีนาคม เวลา 13.30-16.30 น.

► ความรู้ที่ได้รับ

วันนี้อาจารย์ให้นักศึกษาทำกิจกรรมวาดมือซ้ายของตนเองโดยห้ามดู แล้วนักศึกษาจะได้รูปมือซ้ายของเพื่อนคนละ 1 แผ่น พร้อมกับตามหาเจ้าของมืออันนั้นโดยดูฝ่ามือซ้ายของเพื่อนทั้งห้อง ถ้าเพื่อนคนไหนทายถูกตั้งแต่ครั้งแรกแปลว่าคนวาดเก็นรายละเอียดลายมือได้ดี กิจกรรมนี้สอนให้เป็นคนเก็บรายละเอียดและรอบคอบ

        





► การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

          กิจกรรมนี้สอนให้เป็นคนละเอียดรอบคอบมากขึ้นในการสังเกตเด็ก







► การประเมินผล

● ประเมินตนเอง
          ร่วมกิจกรรมอย่างสนุกสนาน

● ประเมินเพื่อน
          เพื่อนๆ มีส่วนร่วมในกิจกรรมเป็นอย่างดี ตามหามือกันอย่างสนุกสนาน

● ประเมินอาจารย์
          อาจารย์จัดกิจกรรมให้ทำ ทำให้การเรียนสนุกสนานและผ่อนคลายมากขึ้น







บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 8





บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 8


วันศุกร์ ที่  17 เดือนมีนาคม เวลา 13.30-16.30 น.

► ความรู้ที่ได้รับ

วันนี้อาจารย์สอนเรื่องการศึกษาแบบเรียนรวม และรูปแบบการจัดการศึกษาแบบใดบ้าง

รูปแบบการจัดการศึกษา
• การศึกษาปกติทั่วไป (Regular Education)
• การศึกษาพิเศษ (Special Education)
 การศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated Education หรือ Mainstreaming)
 การศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)

ความหมายของการศึกษาแบบเรียนร่วม คือ การจัดให้เด็กพิเศษเข้าไปในระบบการศึกษาทั่วไป มีกิจกรรมที่ให้เด็กพิเศษกับเด็กทั่วไปได้ทำร่วมกันใช้ช่วงเวลาช่วงใดช่วงหนึ่งในแต่ละวันโดยมีครูปฐมวัยและครูการศึกษาพิเศษร่วมมือกัน โรงเรียนสามารถเลือกรับเด็กเข้ารับการศึกษาได้ แบ่งออกเป็นการเรียนร่วมบางเวลาและการเรียนร่วมเต็มเวลา

ความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม คือ การศึกษาสำหรับทุกคนรับเด็กเข้ามาเรียนรวมกันตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษาและจัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล โรงเรียนไม่สามารถเลือกรับเด็กในการเข้าเรียนได้ (ในประเทศไทยยังมีไม่มากนัก)

- เป็นการจัดการศึกษาที่จัดให้เด็กพิเศษเข้ามาเรียนรวมกับเด็กปกติ
-เด็กพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ถ้าได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของตนเอง 
เกิดจากปรัชญาการศึกษาที่กล่าวไว้ว่าการศึกษาสำหรับทุกคน 
เป็นแนวคิดทางการศึกษาอย่างหนึ่งที่โรงเรียนจะต้องจัดการศึกษาให้กับเด็กทุกคนโดยไม่มีการแบ่งแยกว่าเด็กคนใดเป็นเด็กปกติหรือเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ 
- เด็กเลือกโรงเรียนไม่ใช่โรงเรียนเลือกเด็ก

ครูปฐมวัยในห้องเรียนรวม

- ครูไม่ควรวินิจฉัย

- ครูไม่ควรตั้งชื่อหรือระบุประเภทเด็ก 

- ครูไม่ควรบอกพ่อแม่ว่าเด็กมีบางอย่างผิดปกติ  

- สังเกตอย่างมีระบบ

- ครูต้องไวต่อความรู้สึกและตัดสินใจล่วงหน้าได้ สามารถประเมินให้น้ำหนักความสำคัญของเรื่องต่างๆได้

- ครูต้องตัดสินใจด้วยความระมัดระวังและตัดสินใจว่าพฤติกรรมของเด็กที่เกิดขึ้นไปขัดขวางความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กหรือไม่

กิจกรรมวาดภาพดอกบัว

          อาจารย์ให้นักศึกษาวาดรูปดอกบัวตามภาพแล้วเขียนคำบรรยายสิ่งที่เห็น เพื่อสอนว่าการสังเกตพฤติกรรมเด็กต้องใช้การสังเกตตามที่ตาเห็นจากความเป็นจริงเท่านั้น ห้ามใช้อารมณ์และความรู้สึกในการเขียน







        






► การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

          ได้รับความรู้เกี่ยวกับรูปแบบการจัดการศึกษา ซึ่งเป็นความรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้ในอนาคต และข้อคิดดีๆ จากกิจกรรมเกี่ยวกับการสังเกตเด็กที่สามารถนำไปปรับใช้กับการประเมินเด็กได้








► การประเมินผล

● ประเมินตนเอง
          ตั้งใจเรียนและร่วมกิจกรรมอย่างสนุกสนาน

● ประเมินเพื่อน
          เพื่อนๆ ตั้งใจเรียนดี มีส่วนร่วมในกิจกรรมเป็นอย่างดี

● ประเมินอาจารย์
          อาจารย์สอนเนื้อหาเข้าใจดี มีกิจกรรมให้ทำ ทำให้การเรียสนุกสนานมากขึ้น







วันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 7




บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 7


วันศุกร์ ที่ ุ3 เดือนมีนาคม เวลา 13.30-16.30 น.

► ความรู้ที่ได้รับ

          วันนี้เรียนประเภทของเด็กพิเศษต่อจากสัปดาห์ที่ 5 โดยมีเนื้อหาดังนี้
8.เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ (Children with Behavioral and 
Emotional Disorders)
• มีความรู้สึกนึกคิดที่ผิดไปจากปกติ
• แสดงออกถึงความต้องการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น
• มีความเชื่อมั่นในตนเองต่ำ
• เด็กที่มีการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในสภาพปกตินานๆ ไม่ได้
• เด็กที่ควบคุมพฤติกรรมบางอย่างของตนเองไม่ได้
• ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเรียบร้อย

ด้านความประพฤติ (Conduct Disorders)
• ทำร้ายผู้อื่น ทำลายสิ่งของ ลักทรัพย์
• ฉุนเฉียวง่าย หุนหันพลันแล่น และเกรี้ยวกราด
• กลับกลอก เชื่อถือไม่ได้ ชอบโกหก ชอบโทษผู้อื่น
• เอะอะและหยาบคาย
• หนีเรียน รวมถึงหนีออกจากบ้าน
• ใช้สารเสพติด
• หมกมุ่นในกิจกรรมทางเพศ

ด้านความตั้งใจและสมาธิ (Attention and Concentration)
• จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระยะสั้น (Short attention span) อาจไม่เกิน 20 วินาที
• ถูกสิ่งต่างๆ รอบตัวดึงความสนใจได้ตลอดเวลา
• งัวเงีย ไม่แสดงความสนใจใดๆ รวมถึงมีท่าทางเหมือนไม่ฟังสิ่งที่ผู้อื่นพูด

ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็ก
• ไม่สามารถเรียนหนังสือได้เช่นเด็กปกติ
• รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือกับครูไม่ได้
• มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน
• มีความคับข้องใจ มีความเก็บกดอารมณ์
• แสดงอาการทางร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
• มีความหวาดกลัว

เด็กสมาธิสั้น (Children with Attention Deficit Hyperactivity Disorders)
ADHD เป็นภาวะผิดปกติทางจิตเวช มีลักษณะเด่นอยู่ 3 ประการ คือ
- Inattentiveness (สมาธิสั้น)
• ทำอะไรได้ไม่นาน วอกแวก ไม่มีสมาธิ
• ไม่สามารถจดจ่อกับงานที่กำลังทำได้นานเพียงพอ
• มักใจลอยหรือเหม่อลอยง่าย
• เด็กเล็กๆจะเล่นอะไรได้ไม่นาน เปลี่ยนของเล่นไปเรื่อยๆ
• เด็กโตมักทำงานไม่เสร็จตามที่สั่ง ทำงานตกหล่น ไม่ครบ ไม่ละเอียด
- Hyperactivity (ซน อยู่ไม่นิ่ง)
• ซุกซนไม่ยอมอยู่นิ่ง ซนมาก
• เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
• เหลียวซ้ายแลขวา
• ยุกยิก แกะโน่นเกานี่
• อยู่ไม่สุข ปีนป่าย
• นั่งไม่ติดที่
• ชอบคุยส่งเสียงดังรบกวนคนรอบข้าง
- Impulsiveness (หุนหันพลันแล่น)
• ยับยั้งตัวเองไม่ค่อยได้ มักทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด วู่วาม
• ขาดความยับยั้งชั่งใจ
• ไม่อดทนต่อการรอคอย หรือกฎระเบียบ
• ไม่อยู่ในกติกา
• ทำอะไรค่อนข้างรุนแรง
• พูดโพล่ง ทะลุกลางปล้อง
• ไม่รอคอยให้คนอื่นพูดจบก่อน ชอบมาสอดแทรกเวลาคนอื่นคุยกัน


สาเหตุของโรคสมาธิสั้น
• ความผิดปกติของสารเคมีบางชนิดในสมอง
เช่น โดปามีน (dopamine) นอร์อิพิเนฟริน (norepinephrine)
• ความผิดปกติในการทำงานของวงจรที่ควบคุมสมาธิ และการตื่นตัว อยู่ที่สมองส่วนหน้า 
(frontal cortex)
• พันธุกรรม
• สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ

ยาที่ให้รักษาโรคสมาธิสั้น


9. เด็กพิการซ้อน (Children with Multiple Handicaps)
• เด็กที่มีความบกพร่องที่มากกว่าหนึ่งอย่าง เป็นเหตุให้เกิดปัญหาขัดข้องในการเรียนรู้อย่างมาก
• เด็กปัญญาอ่อนที่สูญเสียการได้ยิน
• เด็กปัญญาอ่อนที่ตาบอด
• เด็กที่ทั้งหูหนวกและตาบอด








► การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

          ทำให้เข้าใจว่าเด็กพิเศษมีกี่ประเภท แต่ละประเภทเป็นอย่างไร เพื่อนำไปปรับใช้กับการสอนในอนาคต








► การประเมินผล

● ประเมินตนเอง
          ตั้งใจเรียนและฟังสิ่งที่อาจารย์สอน

● ประเมินเพื่อน
          เพื่อนๆ ตั้งใจเรียนดี มีการซักถาม มีส่วนร่วมในการเรียน

● ประเมินอาจารย์
          อาจารย์สอนไม่น่าเบื่อ ให้ความรู้อย่างเต็มที่พร้อมเกร็ดความรู้ต่างๆ