Large Rainbow Pointer Large Rainbow Pointer

วันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 5



บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 5


วันศุกร์ ที่ ุ10 เดือนกุมภาพันธ์ เวลา 13.30-16.30 น.

► ความรู้ที่ได้รับ

          วันนี้เรียนประเภทของเด็กพิเศษต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว โดยมีเนื้อหาดังนี้

6. เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Children with Learning Disabilities)
          เรียกย่อ ๆ ว่า L.D. (Learning Disability) เป็นเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้เฉพาะอย่าง และ
ไม่นับรวมเด็กที่มีปัญหาเพียงเล็กน้อยทางการเรียน เด็กที่มีปัญหาเนื่องจากความพิการ หรือความบกพร่องทางร่างกาย 
          มีสาเหตุจากความผิดปกติของการทำงานของสมองที่ไม่สามารถถอดรหัสตัวอักษรออกมาได้ (เชื่อมโยงภาพ ตัวอักษรเข้ากับเสียงไม่ได้) และกรรมพันธุ์

1.ด้านการอ่าน(Reading Disorder) พบมากที่สุดในเด็กที่เป็นL.D. ลักษณะก็คือเด็กจะอ่านหนังสือช้า ต้องคอยสะกดทีละคำ อ่านออกเสียงไม่ชัด ไม่เข้าใจเนื้อหาที่อ่านหรือจับใจความสำคัญไม่ได้

2.ด้านการเขียน(Writing Disorder) เขียนตัวหนังสือผิด สับสนเรื่องการม้วนหัวอักษร เช่น ม เป็น น หรือจาก ภ เป็น ถ เป็นต้น เขียนตามการออกเสียง เช่น ประเภท เขียนเป็น ประเพด เกษตร เขียนเป็น กะเสด เป็นต้น และมักจะเขียนสลับ เช่น สถิติ เขียนเป็น สติถิ



3.ด้านการคิดคำนวณ(Mathematic Disorder) เด็กเรียงตัวเลขผิดลำดับ ไม่เข้าใจเรื่องการทดหรือการยืมเลขเวลาทำการบวกหรือลบ ไม่เข้าใจหลักหน่วย สิบ ร้อย แก้โจทย์ปัญหาเลขไม่ได้

4. หลายๆด้านร่วมกัน

7. ออทิสติก (Autistic)
หรือ ออทิซึ่ม (Autism) คือ เด็กที่ไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่สามารถเข้าใจคำพูด ความรู้สึกและ
ความต้องการของผู้อื่น ไม่สามารถที่จะสื่อสารกับคนรอบข้างและสังคม เด็กออทิสติกแต่ละคนจะมี
เอกลักษณ์ของตนเอง และโรคนี้จะติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต

"ไม่สบตา ไม่พาที ไม่ชี้นิ้ว" 
ออทิสติกเทียม
●ปล่อยให้เป็นพี่เลี้ยงดูแลหรืออยู่กับผู้สูงอายุ
●ปล่อยให้ลูกอยู่กับไอแพด
●ดูการ์ตูนในทีวี






► การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

          ทำให้เข้าใจว่าเด็กพิเศษมีกี่ประเภท แต่ละประเภทเป็นอย่างไร เพื่อนำไปปรับใช้กับการสอนในอนาคต







► การประเมินผล

● ประเมินตนเอง
          ตั้งใจเรียนบ้าง ไม่ตั้งใจเรียนบ้าง

● ประเมินเพื่อน
          เพื่อนๆ ตั้งใจเรียนดีเป็นส่วนใหญ่ มีส่วนร่วมในการเรียน

● ประเมินอาจารย์
          อาจารย์สอนดี ไม่น่าเบื่อ เตรียมการสอนมาอย่างดี












บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 4




บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 4


วันศุกร์ ที่ ุ27 เดือนมกราคม เวลา 13.30-16.30 น.

► ความรู้ที่ได้รับ

          วันนี้เรียนประเภทของเด็กพิเศษต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว โดยมีเนื้อหาดังนี้

4. เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา (Children with Speech and Language Disorders)
เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูด หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องซึ่งเกิดจากการพูดผิดปกติ ในด้านความชัดเจนในการปรับปรุงแต่งระดับและคุณภาพของเสียง จังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด

1.ความบกพร่องในด้านการปรุงเสียง
● เสียงบางส่วนขาดหายไป "ความ"เป็น"คาม"
● ออกเสียงของตัวอื่นแทนตัวที่ถูกต้อง "กิน"เป็น"จิน"
● เพิ่มเสียงที่ไม่ใช่เสียงที่ถูกต้องลงไปด้วย "หกล้ม"เป็น"หก-กะ-ล้ม"
● เสียงเพี้ยนหรือแปล่ง"แล้ว"เป็น"แล่ว"
ถ้าฝึกให้เด็กพูดบ่อยๆไม่นานก็จะหายเป็นปกติ

2.ความบกพร่องของจังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด
● พูดไม่ถูกตามลำดับขั้นตอน ไม่เป็นไปตามโครงสร้างของภาษา
● การเว้นวรรคตอนไม่ถูดต้อง
● อัตราการพูดเร็วหรือช้าเกินไป
● จังหวะของเสียงพูดผิดปกติ
● เสียงพูดขาดความต่องเนื่อง สละสลวย

3.ความบกพร่องของเสียงพูด
● ความบกพร่องของระดับเสียง เดี๋ยวดังเดี๋ยวเบา
● เสียงดังหรือค่อยเกินไป
● คุณภาพของเสียงไม่ดี


ความบกพร่องทางภาษา  หมายถึง การขาดความสามารถที่จะเข้าใจความหมายของคำพูด หรือไม่สามารถแสดงความคิดออกมาเป็นถ้อยคำได้

1.การพัฒนาการทางภาษาช้ากว่าวัย(Delayed Language)
● มีความยากลำบากในการใช้ภาษา สร้างประโยคไม่ได้
● มีความผิดปกติของไวยากรณ์และโครงสร้างของประโยค
● มีความบกพร่องทางเชาว์ปัญญา อารมณ์ สมองผิดปกติ
● ภาษาที่ใช้เป็นภาษาห้วนๆ

2.ความผิดปกติทางการพูดและภาษาอันเนื่องมาจากพยาธิที่สมอง โดยเรียกว่า Dysphasia หรือ Aphasia เป็นที่ตัวเด็กเองและเป็นตั้งแต่แรกเกิด
● อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้
● สะกดคำไม่ได้
● ใช้ภาษาสับสนยุ่งเหยิง
● จำคำหรือประโยคไม่ได้
● พูดตามหรือบอกชื่อสิ่งของไม่ได้

5. เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ (Children with Physical and Health Impairments)

•เด็กที่มีอวัยวะไม่สมส่วน
•อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหายไป
•เจ็บป่วยเรื้อรังรุนแรง
•มีปัญหาทางระบบประสาท

•มีความลำบากในการเคลื่อนไหว

โรคลมชัก (Epilepsy)
เป็นลักษณะอาการที่เกิดเนื่องมาจากความผิดปกติของระบบสมอง
มีกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติและมากเกินปล่อยออกมาจากเซลล์สมองพร้อมกัน
1.การชักในช่วงเวลาสั้น ๆ (Petit Mal)
• อาการเหม่อนิ่งเป็นเวลา 5-10วินาที
• มีการกระพริบตาหรืออาจมีเคี้ยวปาก
• เมื่อเกิดอาการชักเด็กจะหยุดชะงักในท่าก่อนชัก
• เด็กจะนั่งเฉย หรือเด็กอาจจะตัวสั่นเล็กน้อย
2.การชักแบบรุนแรง (Grand Mal)
เมื่อเกิดอาการชัก เด็กจะส่งเสียง หมดความรู้สึก ล้มลง กล้ามเนื้อเกร็ง เกิดขึ้นราว 2-5 นาที 
จากนั้นจะหาย และนอนหลับไปชั่วครู
3.อาการชักแบบ Partial Complex
• มีอาการประมาณไม่เกิน 3 นาที
• เหม่อนิ่ง 
• เหมือนรู้สึกตัวแต่ไม่รับรู้และไม่ตอบสนองต่อคำพูด
• หลังชักอาจจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ และต้องการนอนพัก
4.อาการไม่รู้สึกตัว (Focal Partial)
• เป็นอาการที่เกิดขึ้นในระยะสั้น เด็กไม่รู้สึกตัว อาจทำอะไรบางอย่างโดยที่ตัวเองไม่รู้ 
เช่น ร้องเพลง ดึงเสื้อผ้า เดินเหม่อลอย แต่ไม่มีอาการชัก
5.ลมบ้าหมู (Grand Mal)
• เมื่อเกิดอาการชักจะทำให้หมดสติ และหมดความรู้สึกในขณะชักกล้ามเนื้อเกร็งหรือแขน
ขากระตุก กัดฟัน กัดลิ้น 






► การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

          ทำให้เข้าใจว่าเด็กพิเศษมีกี่ประเภท เพื่อนำไปปรับใช้กับการสอนในอนาคต





► การประเมินผล

● ประเมินตนเอง
          ตั้งใจเรียนดี มีแอบหลับบ้าง พยายามเข้าใจเนื้อหา

● ประเมินเพื่อน
          เพื่อนๆ ตั้งใจเรียนดี มีส่วนร่วมในการเรียน

● ประเมินอาจารย์
          อาจารย์เตรียมการสอนมาดี สอนเข้าใจแม้เนื้อหาจะเยอะ









บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 3




บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 3


วันศุกร์ ที่ ุ20 เดือนมกราคม เวลา 13.30-16.30 น.

► ความรู้ที่ได้รับ

ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
1. กลุ่มเด็กที่มีลักษณะทางความสามารถสูง มีความเป็นเลิศทางสติปัญญา เรียกโดยทั่ว ๆ ไปว่า 
“เด็กปัญญาเลิศ”
• พัฒนาการทางร่างกายและจิตใจสูงกว่าเด็กในวัยเดียวกัน
• เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย
• อยากรู้อยากเห็นอย่างจริงจัง ชอบซักถาม
• มีเหตุผลในการแก้ปัญหา  การใช้สามัญสำนึก
• จดจำได้รวดเร็วและแม่นยำ
• มีความรู้ ใช้คำศัพท์เกินวัย
มีความคิดริเริ่ม มีวิธีการคิดและแนวคิดแปลกๆ
• เป็นคนตื่นตัว เฉียบแหลม ว่องไว และช่างสังเกต
• มีแรงจูงใจ และมีความมานะบากบั่นมีความจริงจังในการทำงาน
• ชอบแสวงหาสิ่งท้าทายความคิดความอ่าน

2.  กลุ่มเด็กที่มีลักษณะทางความบกพร่อง
แบ่งเป็น 9 ประเภท ดังนี้
1.เด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา
2.เด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน
3.เด็กที่บกพร่องทางการเห็น
4.เด็กที่บกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
5. เด็กที่บกพร่องทางการพูดและภาษา
6. เด็กที่บกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
7. เด็กที่บกพร่องทางการเรียนรู้
8. เด็กออทิสติก
9. เด็กพิการซ้อน 

1. เด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา (Children with Intellectual Disabilities)
หมายถึง เด็กที่มีระดับสติปัญญาหรือเชาว์ปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย เมื่อเทียบเด็กในระดับอายุเดียวกัน

มี 2 กลุ่ม คือ เด็กเรียนช้า และเด็กปัญญาอ่อน

2. เด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน (Children with Hearing Impaired)
หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่อง หรือสูญเสียการได้ยิน เป็นเหตุให้การรับฟังเสียงต่างๆ ได้ไม่ชัดเจน
มี 2 ประเภท คือ เด็กหูตึง และ เด็กหูหนวก


3. เด็กที่บกพร่องทางการเห็น (Children with Visual Impairments)

หมายถึง เด็กที่มองไม่เห็นหรือพอเห็นแสง เห็นเลือนราง มีความบกพร่องทางสายตาทั้งสองข้าง สามารถเห็นได้ไม่ถึง 1/10 ของคนสายตาปกติ มีลานสายตากว้างไม่เกิน 30 องศา
จำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ เด็กตาบอด และ เด็กตาบอดไม่สนิท 






► การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

          ทำให้เข้าใจว่าเด็กพิเศษมีกี่ประเภท ต่างกันอย่างไร เพื่อนำไปปรับกับการสอนในอนาคต





► การประเมินผล

● ประเมินตนเอง
          ตั้งใจเรียนดี มีสมาธิกับการเรียน

● ประเมินเพื่อน
          เพื่อนๆ ตั้งใจเรียนดี พยายามเข้าใจเนื้อหา

● ประเมินอาจารย์
          อาจารย์สอนดี เนื้อหาเยอะแต่สอนเข้าใจ










บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 2



บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 2


วันศุกร์ ที่ ุ13 เดือนมกราคม เวลา 13.30-16.30 น.

► ความรู้ที่ได้รับ

ความหมายของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

1. ทางการแพทย์ 
มักจะเรียกเด็กที่มีความต้องการพิเศษว่า “เด็กพิการ” หมายถึง เด็กที่มีความผิดปกติ มีความบกพร่อง สูญเสีย สมรรถภาพ อาจเป็นความผิดปกติ ความบกพร่องทางกาย การสูญเสียสมรรถภาพทางสติปัญญา ทางจิตใจ 
2. ทางการศึกษา
ให้ความหมายเด็กที่มีความต้องการพิเศษว่าหมายถึง เด็กที่มีความต้องการทางการศึกษาเฉพาะของตัวเอง ซึ่งจำเป็นต้องจัดการศึกษาให้ต่างไปจากเด็กปกติทางด้านเนื้อหา หลักสูตร กระบวนการที่ใช้ และการประเมินผล 

สรุปได้ว่าเด็กที่มีความต้องการพิเศษหมายถึง
•เด็กที่ไม่อาจพัฒนาความสามารถได้เท่าที่ควรจากการให้การช่วยเหลือ และการสอนตามปกติ

•มีสาเหตุจากสภาพความ บกพร่องทางร่างกาย สติปัญญา และอารมณ์
จำเป็นต้องได้รับการกระตุ้น ช่วยเหลือ การบำบัด และฟื้นฟู
จัดการเรียนการสอนที่เหมาะกับลักษณะ และความต้องการของเด็กแต่ละบุคคล

ปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการเด็ก
ปัจจัยทางด้านชีวภาพ 
ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมก่อนคลอด
ปัจจัยด้านกระบวนการคลอด
• ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมหลังคลอด

สาเหตุที่ทำให้เกิดความบกพร่องทางพัฒนาการ
1. พันธุกรรม
        เด็กจะมีพัฒนาการล่าช้ามาตั้งแต่เกิดหรือสังเกตได้ชั่วระยะไม่นานหลังเกิด  มักมีลักษณะผิดปกติ
แต่กำเนิดร่วมด้วย 
(โรคปากแหว่ง เพดานโหว่)


(โรคธาลัสซีเมีย)

2. โรคของระบบประสาท
• เด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการส่วนใหญ่มักมีอาการหรืออาการแสดงทางระบบประสาทร่วมด้วย 
• ที่พบบ่อยคืออาการชัก 

3. การติดเชื้อ
• การติดเชื้อตั้งแต่อยู่ในครรภ์ น้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย ศีรษะเล็กกว่าปกติ อาจมีตับม้ามโต การได้ยิน
บกพร่อง ต้อกระจก
• นอกจากนี้การติดเชื้อรุนแรงภายหลังเกิด เช่น สมองอักเสบ เยื้อหุ้มสมองอักเสบ เป็นสาเหตุที่พบได้
บ้าง
4. ความผิดปกติเกี่ยวกับเมตาบอลิซึม
• โรคที่ยังเป็นปัญหาสาธารณสุขไทย คือ ไทรอยด์ฮอร์โมนในเลือดต่ำ
5. ภาวะแทรกซ้อนระยะแรกเกิด
• การเกิดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย และภาวะขาดออกซิเจน
6. สารเคมี
ตะกั่ว
ตะกั่วเป็นสารที่มีผลกระทบต่อเด็กและมีการศึกษามากที่สุด
มีอากาศซึมเศร้า เคลื่อนไหวช้า ผิวดำหมองคล้ำเป็นจุดๆ
ภาวะตับเป็นพิษ
ระดับสติปัญญาต่ำ


แอลกอฮอล์
• น้ำหนักแรกเกิดน้อย
• มีอัตราการเพิ่มน้ำหนักหลังเกิดน้อย ศีรษะเล็ก
• พัฒนาการของสติปัญญาก็มีความบกพร่อง
• เด็กบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
7. การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งการขาดสารอาหาร
8. สาเหตุอื่นๆ

อาการของเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ
มีพัฒนาการล่าช้าซึ่งอาจจะพบมากกว่า 1 ด้าน
• ปฏิกิริยาสะท้อน (primitive reflex) ไม่หายไป แม้จะถึงช่วงอายุที่ควรจะหายไป 

แนวทางการวินิจฉัยเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ
1.ซักประวัติ
เมื่อซักถามประวัติจะสามารถบอกได้ว่า
• ลักษณะพัฒนาการล่าช้าเป็นแบบคงที่ หรือถดถอย
• เด็กมีระดับพัฒนาการช้าหรือไม่ อย่างไร อยู่ในระดับไหน
• มีข้อบ่งชี้ว่ามีสาเหตุจากโรคทางพันธุกรรมหรือไม่
• สาเหตุของความบกพร่องทางพัฒนาการนั้นเกิดจากอะไร
• ขณะนี้เด็กได้รับการช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างไร
2.การตรวจร่างกาย
3.การสืบค้นทางห้องปฏิบัติการ
4.การประเมินพัฒนาการ





► การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

          ทำให้เข้าใจว่าเด็กพิเศษหมายถึงอะไร มีสาเหตุจากอะไร ซึ่งมีประโยชน์ต่อการสอนในอนาคต




► การประเมินผล

● ประเมินตนเอง
          ตั้งใจเรียนดี เข้าใจเนื้อหาการเรียนการสอน

● ประเมินเพื่อน
          เพื่อนๆ ตั้งใจเรียนดี มีสมาธิในการเรียนเป็นส่วนใหญ่

● ประเมินอาจารย์
          อาจารย์เตรียมการสอนมาดี สอนเข้าใจ ไม่น่าเบื่อ